จากเมล็ดพันธุ์สู่สวัสดิการเมือง : เครือข่ายอีสานประกาศสู้ทุนผูกขาด ดัน 'อาหารปลอดภัย' เป็นสิทธิขั้น พื้นฐาน

เขียนโดย ประภัสสุทธ| 16 Jul 2026| 15 views

งานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เมล็ดพันธุ์อุษาคเนย์ เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคประชาสังคมและเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนในการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์โลก ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการแผ่ขยายของอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ที่ส่งผลโดยตรงต่ออธิปไตยทางอาหาร กระบวนการเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันผ่านเวทีเสวนาวิชาการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาคอุษาคเนย์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านคือปัจจัยการผลิต คือมรดกทางวัฒนธรรม และเครื่องมือสร้างสันติภาพที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านความหลากหลายทางชีวภาพ ภายในงานใช้กระบวนการขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งการ Workshop เทคนิคการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น การสาธิตทำอาหารพื้นบ้าน และการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นเก่า รุ่นใหม่ เพื่อส่งต่อทรัพยากรให้คงอยู่ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก ผลลัพธ์ที่เห็นเป็นรูปธรรมจากการรวมตัวกันครั้งนี้ คือการยกระดับความร่วมมือพหุภาคีระหว่างเกษตรกร ภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงการแสดงเจตจำนงร่วมกัน ผ่านคำประกาศเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ พ.ศ. 2569 ที่ยืนยันถึงสิทธิขาดของชุมชนในการรักษาและพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อคานอำนาจกับทุนผูกขาด

ด้านคณะทำงานประเด็นอาหารปลอดภัยภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงานภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสาน ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานในครั้งนี้เช่นกัน โดยมีการจัดประชุมกลุ่มเครือข่ายตลาดเขียวภาคอีสาน 5+1 (ขอนแก่น,มหาสารคาม,ยโสธร,ศรีสะเกษ,สุรินทร์ และอุบลฯ) เพื่อประชุมพัฒนาร่างหลักสูตรเมืองตลาดเขียว โดยมีเป้าหมายทำให้ตลาดเขียวเป็นระบบสวัสดิการอาหารของเมือง วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับกระบวนการตลาดเขียว และเสริมสร้างพหุภาคีขับเคลื่อนเมืองตลาดเขียว พื้นที่ขับเคลื่อนงาน ได้แก่ ยโสธร มหาสารคาม ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบล กลุ่มเป้าหมายในขบวนได้แก่เกษตรกร นักวิชาการ NGO หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริโภค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีกรอบเนื้อหาที่จะขยับร่วมกัน ได้แก่ 1) การปรับความเข้าใจนิยามตลาดเขียว 2) การทบทวนพัฒนาการตลาดเขียวในภาคอีสาน 3) การก่อร่างสร้างเมืองแห่งตลาดเขียวให้เป็นระบบสวัสดิการของเมือง และ 4) การปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย โดยวางแผนการจัดงานไว้เป็นช่วง วันที่ 29-30 เมษายน 2569


และอีกกิจกรรมหนึ่งที่คณะทำงานประเด็นอาหารปลอดภัยได้มีส่วนร่วมจัดขึ้นในเวที คือการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงาน แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับตลาดเขียวสู่ระบบสวัสดิการอาหารปลอดภัย ที่คณะทำงานประเด็นอาหารปลอดภัยจัดทำขึ้น ทั้งหมด 12 ข้อ โดยให้เลือกนโยบายที่คิดว่าดีที่สุด ผลการแสดงความคิดเห็น พบว่า ทิศทางนโยบายที่ได้รับความสำคัญสูงสุดด้านรากฐานและสถานะทางกฎหมายคือการรับรองสิทธิในการเข้าถึงอาหารปลอดภัยของคนเมือง ซึ่งมีจำนวนสติกเกอร์กระจุกตัวหนาแน่นที่สุด สะท้อนถึงความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภคที่มองว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับรอง มากกว่าเป็นเพียงทางเลือกส่วนบุคคล สอดคล้องกับการผลักดันนโยบายตลาดเขียวให้ยกระดับเป็นระบบสวัสดิการอาหารที่ถาวรและยั่งยืนของเมือง ซึ่งได้คะแนนสูงเป็นลำดับถัดมา ด้านนโยบายการจัดสรรพื้นที่และการผลิต ผู้เข้าร่วมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการพื้นที่เฉพาะสำหรับตลาดเขียว โดยเน้นการแยกพื้นที่ออกจากตลาดทั่วไปเพื่อประสิทธิภาพการจัดการ รวมถึงมีความสนใจระดับปานกลางต่อแนวคิดการเปลี่ยนที่สาธารณะ/รกร้าง ในเมืองให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้สูงสุด ด้านมิติมาตรฐาน เทคโนโลยี และการเงินนั้น นโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับจากแปลงผลิตถึงมือผู้บริโภคได้รับคะแนนนิยมสูงสุด โดยมีข้อเสนอเรื่องแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบอาหารปลอดภัยให้แข็งแรง