ฮีลใจคนทำงานก่อนฮีลสังคม : เครือข่ายประเด็นสุขภาพจิตอีสานเร่งอัปสกิล 'ปฐมพยาบาลใจ' รับมือคลื่นวิกฤตสุขภาพจิต

เขียนโดย ประภัสสุทธ| 16 Jul 2026| 15 views

เมื่อวันที่ 21-22 ก.พ. 2569 ที่ห้องประชุมโรงแรมไอโฮเทล จังหวัดขอนแก่น เครือข่ายการทำงานประเด็นสุขภาพจิตภาคอีสาน ได้จัดวงพัฒนาศักยภาพแก่คนทำงานหัวข้อ "Up-Skill ฮีลใจ ไทอีสาน" ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงานภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสาน

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยกระบวนการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และการสานสัมพันธ์ ผ่านกิจกรรม "ยิ่งรู้จักยิ่งรักกัน" โดยมุ่งเน้นให้ภาคีเครือข่ายจากทั้งภาคการศึกษา (โรงเรียนและมหาวิทยาลัย) และภาคชุมชน (รพ.สต. และผู้นำชุมชน) ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จและความภาคภูมิใจผ่านการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งผลลัพธ์ในช่วงแรกพบว่าผู้ทำงานส่วนใหญ่เผชิญกับภาวะหมดไฟ ความกังวลในบทบาทผู้นำ และแรงกดดันจากระบบงาน แต่เมื่อได้แลกเปลี่ยนร่วมกันกลับพบว่าพลังแห่งการเยียวยา เริ่มต้นจากการกลับมาดูแลใจตนเองและการชื่นชมในคุณค่าของเพื่อนร่วมงาน


กระบวนการนี้ช่วยเปลี่ยนความกลัวเป็นพลัง และสร้าง Mindset ในการมองปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีตัวอย่างที่เด่นชัดจากการทำงานกับเด็กออทิสติกผ่านมูลนิธิขอบฟ้ากว้าง ที่เปลี่ยนความกังวลของครอบครัวให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและการยอมรับจากสังคม ซึ่งสะท้อนเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ผู้ป่วยหรือผู้มีปัญหาสุขภาพจิตสามารถอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย ในสังคมได้จริง

ในพาร์ทของการวิเคราะห์สถานการณ์พื้นที่ ภาคีเครือข่ายได้สะท้อนภาพปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงมากขึ้น โดยในกลุ่มสถานศึกษาพบวิกฤตสุขภาพจิตที่แฝงมากับเทคโนโลยี ผลกระทบหลังโควิดที่ทำให้เด็กติดมือถือและมีภาวะสมาธิสั้นจนนำไปสู่พฤติกรรมรุนแรง รวมถึงปัญหายาเสพติดที่เข้าถึงเด็กได้ง่ายขึ้น ขณะที่กลุ่มมหาวิทยาลัยเผชิญกับภาวะซึมเศร้าจากการปรับตัวและการถูกตีตรา จนไม่กล้าเข้าสู่ระบบการรักษา ส่วนในระดับชุมชนพบสถิติการฆ่าตัวตายและความรุนแรงในครอบครัวที่สัมพันธ์กับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการขาดแคลนบุคลากรเชิงรุก ผลลัพธ์จากวงแลกเปลี่ยนทำให้นำไปสู่ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลทางใจ 3ส (สอดส่องมองหา-ใส่ใจรับฟัง-และส่งต่อเชื่อมโยง) จากศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานสามารถแยกแยะระหว่างความเครียด ภาวะหมดไฟ และโรคซึมเศร้าได้อย่างชัดเจน พร้อมเทคนิคการดูแลตัวเองอย่างการฝึกหายใจ (Grounding Technique) และการนวดผ่อนคลาย เพื่อให้คนทำงานต้องมีความสุขก่อน จึงจะส่งต่อความสุขให้ผู้อื่นได้

สำหรับทักษะด้านการทำงาน ในกระบวนการได้เติมความรู้เรื่องทักษะการทำสื่อเพื่อการพัฒนาแบบเบื้องต้น และหลักการใช้งาน AI สำหรับช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบการสื่อสารงานสุขภาพจิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการเติมความรู้เรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นระบบ ทั้งจาก สสส. สปสช. และกองทุนท้องถิ่น (อบจ.) โดยเน้นการเขียนโครงการที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์เชิงรุก และสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกันในพื้นที่ ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นคือการเกิดเครือข่ายฮีลใจ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น มีข้อเสนอแนะให้จัดตั้งศูนย์ประสานงานกลางเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันในกรณีเคสที่ยากเกินขีดความสามารถของหน่วยงานเดียว ซึ่ง ดร.วิบูลย์ วัฒนนามกุล ที่ปรึกษาทีมวิชาการ ได้กล่าวปิดท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจที่ทุกคนต้องลงมือทำเชิงรุกเพื่อให้ระบบสุขภาพจิตของภาคอีสานเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง